วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ขัดผิวขาวสวยใสด้วยมะขามเปียกและเบกกิ้งโซดา

สวัสดีค่ะคุณสาวๆที่น่ารักทุกท่าน วันนี้นุชมีสูตรขัดผิวให้ขาวเนียนนุ่มราคาประหยัดมาฝาก

มะขามเป็นของพื้นบ้านหาซื้อได้ง่ายๆตามท้องตลาดทั่วไป อีกทั้งเบกกิ้งโซดาหาซื้อได้ตาม

ร้านเบเกอรี่งานนี้ต้องบอกเลยว่าผิวขาวใสราคาประหยัด แบบสบายเงินในกระเป๋ากันเลย

การขัดผิดหรือสครับผิวเป็นการกำจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ การขัดลอกเซลล์ผิวเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่ง เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมตัวมากขึ้น ผิวของคุณจะหยุดการสะท้อนแสงและทำให้ผิวดูหมองคล้ำ ฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวดูเปล่งปลั่งการขัดเซลล์ผิวช่วยคุณได้ค่ะ
  

สูตรที่นุชใช้ขัดผิว ได้แก่
1. มะขามเปียก (ผสมมะขาม+น้ำผึ้ง)
2. เบกกิ๊งโซดา

ผงเบกกิ้งโซดา + ครีมมะขาม

ขั้นตอนที่ 1 พอกและขัดผิวด้วยมะขาม
 ล้างผิวกายและพอกสบู่ขัดตัวให้สะอาด 1 รอบ แล้วพอกมะขามให้ทั่วใบหน้า และร่างกาย
โดยปล่อยทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีหลังจากนั้นก็ขัดผิวเบาๆ วนๆเพื่อเป็นการสครับผิวให้เซลล์ผิวที่ตายหลุดออกขัดวนๆหลายๆรอบนะค่ะ ล้างออกให้สะอาด

ขั้นตอนที่ 2 ขัดผิวด้วยเบกกิ้งโซดา 

นำผงเบกกิ้งโซดามาพอกผิวหน้าและผิวกายให้ทั่ว แล้วขัดผิวเบาๆ ขอย้ำนะคะว่าเบาๆ เพราะอิฉันเผลอมือขัดแรงไปหน่อยบอกเลยว่าแสบค่ะ จากนั้นล้างออกให้สะอาดและขัดตัวด้วยสบู่อีก 1 รอบเป็นอันเรียบร้อยค่ะ 
   
  สภาพที่พอกหน้าแล้วจะออกมาเป็นแบบนี้ละค่ะ แต่เพื่อความสวยศรีทนได้ค่ะ
          
และสูตรนี้ยังสามารถใช้ขัดรักแร้ให้ขาว เพราะกรดของมะขามจะช่วยลดกลิ่นตัวได้อีกด้วยสะอาดและผิวหอมด้วยนะคะคุณขา

*** สำหรับคนเป็นสิวไม่เหมาะกับการพอกและขัดหน้านะคะ เพราะจะทำให้สิวอักเสบ ****


ควรทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ที่สำคัญหลังจากขัดผิวเสร็จแล้วให้ชโลมผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งทันที และทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันค่ะ



" เพียงทำแค่ครั้งแรกก็สัมผัสได้ถึงความกระจ่างใส และผิวจะนุ่มเนียนมากๆด้วยค่ะ"

วิ๊งๆขอบคุณสำหรับการติดตามรับชมค่ะ ไว้จะมาเมาส์มอยบอกกล่าวเรื่องราวดีๆกันใหม่นะจ๊ะ 
  "อรนุช "

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทานอาหารคลีน Clean Food

หลักการของการทานคลีนโดยทั่วไป
มักเน้นที่การทานอาหารให้หลากหลาย ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน(ดี) ดูแลเรื่องส่วนผสมและวิธีการปรุง หลีกเลี่ยงการทอด ขนมอบ เบอเกอรี่ ของมันๆหวานๆ อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลและเกลือสูง หรือบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการทานผลไม้เพื่อลดน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ นอกจากนี้ยังต้องควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤิกรรมการเลือกซื้อหาอาหารต่างๆ ร่วมด้วยเช่น การอ่านฉลาก ดูปริมาณให้เหมาะสม ซึ่งถือเป็นข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด ปรุงและเตรียมอาหารด้วยตนเอง เป็นต้น

ทานผักผลไม้มากขึ้น

เนื่องจากผักและผลไม้ให้พลังงานต่ำจึงสามารถทานได้ในปริมาณมาก มีเส้นใยสูงช่วยให้อยู่ท้องและช่วยในการขับถ่าย นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธุาติสารอาหารมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยวิธีนั้นการควรเลือกผักและผลไม้สด ซึ่งถ้าหากเป็นผลไม้ควรเลือกทานที่ไม่หวานจัด และควรหลีกเลี่ยงของหมักดอง ผลไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ สำหรับกลุ่มที่ต้องการผลชัดเจน จะงดการทานผลไม้เพื่อหลีกเลี่ยง และตัดพลังงานจากน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ ส่วนผัก จะเน้นที่ผักใบเขียวและม่วง คำนวนให้เพียงพอต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารต่างๆที่ร่างกายต้องการใช้ต่อวัน ไม่มากเเละไม่น้อยจนเกินไป โดยปริมาณที่เเนะนำต่อวันของผู้ใหญ่อยู่ที่ 2 1/2 – 3 ถ้วยตวงต่อวัน ลองปรับของว่างจอมอ้วนมาเป็นเเครอทหั่นเเช่เย็นกรอบๆ หรือเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยสลัด หรือจะฝานมะนาวเเละใบสะระเน่ลงในน้ำเปล่าเย็นๆดื่มเเทนน้ำอัดลมก็ได้

ตัดไขมันอิ่มตัวออกจากมื้ออาหาร

เรื่องของการงดหรือการตัดการรับประทานไขมันนั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าไขมันไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องงดไขมัน เพียงแต่ต้องเลือกและงดไขมันชนิดอิ่มตัว และเพิ่มไขมันชนิดดีเข้าไป โดยหลักแล้วไขมันที่แนะนำให้งดคือไขมันที่มาจาก นม เนย ชีส และเนื้อสัตว์บางชนิด โดยไขมันดีที่ยังแนะนำให้รับประทานอยู่คือไขมันที่มาจาก น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า เนื้อปลา และถั่วต่างๆ เนื่องจากไขมันเหล่านี้ดีสำหรับหัวใจ และช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลตัวดีอย่าง HDL ในขณะที่ไขมันอิ่มตัวนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารไหนมีไขมันอิ่มตัวอยู่สูง สังเกตุง่ายๆคือ อาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูงนั้นเมื่อวางไว้ในอุณหภูมิต่ำจะเกิดไขนั้นเอง วิธีง่ายๆในการเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกายอาจเพิ่มถั่วที่อบแบบไม่ใส่เกลือลงในสลัดจานโปรด ใช้เนยถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลแทนแยม หรือครีมชีส หรือใช้ผลอะโวคาโดแทนเนยเป็นต้น 

ลด งด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

การลดน้ำหนักด้วยการทานคลีนนั้นจำเป็นจะต้องคลีนถึงเครื่องดื่มต่างๆที่เราดื่มด้วย การดื่มแอลกอฮอลในปริมาณที่พอเหมาะอาจดีต่าสุขภาพ (ประมาณ 1 แก้วต่อวัน(ผู้หญิง)หรือประมาณ 2 แก้วต่อวัน (ผู้ชาย) มากกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำและจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปกติ

ควบคุมความหวาน

คนทั่วไปชอบรสหวาน เพราะเชื่อว่าความหวานช่วยให้ความสดชื่น ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลที่ทานได้ต่อวันนั้นสำหรับผู้หญิงไม่เกิน 4 ช้อนชา และผู้ชายไม่เกิน 6 ช้อนชา ซึ่งในหลักการของการทานคลีนนั้น จำเป็นจะต้องจำกัดการทานของหวานๆ และน้ำตาลลง โดย ลด หรืองด เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ลูกกวาด และขนมอบต่างๆ โดยเฉพาะต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนถึงแม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เช่นโยเกิร์ต ซอสมะเขือเทศ ซีเรียล ล้วนแล้วแต่มีการปรุงรสด้วยน้ำตาลทั้งสิ้น เพื่อให้การทานคลีนของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราควรใส่ใจและระมัดระวังการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยลดให้ได้มากที่สุด หรืออาจใช้ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นบางครั้งคราว

เลือกข้าวกล้อง และธัญพืช

เหตุผลหลักในการแนะนำให้เปลี่ยน ไม่ใช่มาจากพลังงานที่ต่ำกว่าข้าวขาวหรือแป้งขาวแต่อย่างใด เพราะพลังงานในข้าวกล้องหรือธัญพืชบางชนิดอาจเท่ากันหรืออาจสูงกว่าข้าวแป้งขาวๆด้วยซ้ำ โดยช้าวกล้องนั้นเป็นข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสีส่วนของจมูกข้าวออกจึงทำให้ข้าวและธัญพืชเหล่านี้มีคุณประโยชน์จากสารอาหารมากมาย และนอกจากนี้การทานข้าวกล้องและธัญพืชจะทำให้ร่างกายมีกระบวนการดึงไปใช้งานที่เป็นไปอย่างช้าๆ สามารถทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แถมยังมีกากใยสูงช่วยให้อิ่มนานอีกด้วย และปริมาณที่ทานข้าวแป้งนี้จะต้องคำนวนให้เพียงพอตามความต้องการของเเต่ละบุคคลอีกด้วย ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เพราะแป้งก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ประโยชน์ที่ร่างกายต้องใช้ในการดำรงค์ชีวิต

อย่าลืมโปรตีน

การทานอาหารเเบบคลีนนั้นการเลือกแหล่งโปรตีนเป็นเรื่องสำคัญ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทาน เป็นอันดับหนึ่ง โดยรองลงมาคือ คาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน ตามลำดับ ซึ่งวิธีการเลือกแหล่งโปรตีน ควรเลือกโปรตีนที่มีไขมันดี โดยแนะนำให้เป็นอาหารทะเล เช่นเนื้อปลา สำหรับกุ้ง ปลาหมึก และหอย ควรควบคุมปริมาณ หรือ แหล่งโปรตีนไขมันต่ำที่มีราคาพอซื้อหาได้ เช่น อกไก่ ไข่ เนื้อวัวไม่ติดมัน เป็นต้น สำหรับไข่ อาจจะไม่จำเป็นต้องทานเป็นไข่ขาวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทานไข่แดงร่วมด้วยได้ เพียงแต่ยังต้องควบคุมปริมาณไข่แดง และควรคำนวนปริมาณโปรตีนให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการโดยคำนวนได้ง่ายๆคือ ปริมาณโปรตีน 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยหน้าที่หลักของโปรตีนคือ ใช้สังเคราะห์เซลล์ใหม่ รักษาเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไป ซึ่งนับว่าเป็นสารอหารที่สำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเลยทีเดียว โปรตีนไม่สามารถสะสมในรูปของตัวโปรตีนได้ ซึ่งเมื่อโปรตีนได้ถูกย่อยและนำไปใช้แล้ว ส่วนที่เกินก็จะถูกแปรสภาพเก็บสะสมในรูปของไขมันไม่สามารถนำกลับมาใช้เป็นโปรตีนเพื่อซ่อมแซม เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องทานโปรตีนในทุกๆมื้อ ในขณะที่บางมื้อไม่ต้องทานคาร์บ หรือ ไขมันเลยก็ได้ โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่เท่านั้น

credit: livestrong.comeatingwell.com

                        อาหารคลีนทำทานเองได้ง่าย

                        ฝีมือเค้าเองจ้า ..........

   (อาหารเช้า) 
  แซนวิทขนมปังโฮทวีทไข่ดาว (ไข่นาบกะทะเชฟล่อน) + ถั่ววอลนัท + แก้วมังกร + กีวี + นม 1 แก้ว

แซนวิท (ขนมปังทาน้ำผึ้ง + กล้วยหอม)


  (อาหารกลางวัน)
ข้าวสวยร้อนๆ + ปลากระพงแดดเดียวย่าง


ข้าวผัดกระเทียม + ปลาแซลมอนเทริยากิ
วิธีทำดูได้ที่นี่ค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=tsVBMxDDDn4

อกไก่ย่าง + ไข่เจียว + ผักลวก

   (อาหารว่าง)
   โยเกิร์ตรสธรรมชาติเพิ่มท๊อปปิ้งผลไม้สด
                                       
( อาหารเย็น)
ยำวุ้นเส้นผักสด


ยำวุ้นเส้นปลาแซลมอน


การลดน้ำหนักแบบนับแคลลอรี่

เย้ๆๆๆ ก่อนอื่นต้องขอบคุณร่างกายและจิตใจที่ต่อสู้มาด้วยกันจนถึงจุดนี้

               ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจลดน้ำหนักนั้นเนื่องด้วยน้ำหนักตัวได้พุ่งขึ้นถึง 61.5  นุชสูง 158 จากน้ำหนักแล้วล่ำมากค่ะ (ตอนนั้นชั่งประมาณปลายเดือน ธ.ค. 2557 ) โอ้วๆๆๆ ว่าแล้วทำไมมันถึงอึดอัด เสื้อผ้าที่เคยใส่ได้แทบยัดไม่เข้าเลย จึงหันมาพูดกับตัวเองว่า อรนุชเอ้ย ทำไมแกปล่อยให้มันเป็นได้ถึงขนาดนี้  ถึงเวลาที่ต้องเริ่มปฎิบัติอย่างจริงจังแล้ว เลยเป็นที่มาของการตัดสินใจลดน้ำหนักอีกครั้ง (คราวหน้าจะมาพูดถึงการลดน้ำหนักที่ผิด และเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่การลดน้ำหนักครั้งแรกแล้วเห็นผล) พี่บอกเลยนักรบย่อมมีบาดแผล พี่ก็เช่นกันนะ

เริ่มแรกเลยคือ ศึกษาว่าจะทำยังไงให้น้ำหนักมันลดได้เพราะปัญหาของการลดน้ำหนักคือเรื่องการกิน ดังนัั้นจึงเกิดคำถามกับตัวเองว่า ......
1.ควรทานอะไร
2.ไม่ควรทานอะไร
3.ควรออกกำลังกายแบบไหน
เชื่อว่าหลายๆคนจะเจอปัญหาเดียวกับนุชคือ "ความหิว" ต้องบอกก่อนเลยนะว่าการลดน้ำหนักไม่ใช่การอดอาหาร เพราะถ้าเราอดอาหารได้ร่างกายเราจะขาดสารอาหาร และน้ำหนักที่ลดไปมันคือกล้ามเนื้อไม่ใช่ไขมันสำหรับส่วนแรกของผู้หญิงที่จะลดก่อนที่อื่นคือหน้าอก (นม) โอ้วๆๆ..ไม่ๆๆๆ คือที่อยากให้ลดคือหน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน (อย่าเอานมฉ้านไป 5555)

และจะบอกไว้เลยนะพวกสูตรลดน้ำหนัก 5 วัน 3 กิโล มันไม่ได้ผลดีนะ อย่าทำกันหล่ะทรมานมากๆ 

การลดน้ำหนักอยู่ที่การกิน 80 % และการออกกำลังกาย 20 %
วิธีที่นุชทำคือ การลดน้ำหนักแบบนับแคลลอรี่
 - นับแคลอรี่คืออะไร ?
ในวันหนึ่งๆ แต่ละคนมีการเผาผลาญปริมาณแคลอรี่มาใช้เป็นพลังงานไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยผู้ชายต้องการปริมาณแคลอรีเพื่อใช้เป็นพลังงานต่อวันอยู่ที่ 1,800-2,500 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงต้องการปริมาณแคลอรี่ต่อวัน 1,500-2,000 กิโลแคลอรี ซึ่งเราเรียกว่า อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate)นั้นเอง
 - แคลอรี่คืออะไร
แคลอรี่เป็นหน่วยวัดพลังงาน หนึ่งแคลอรี่คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 กรัมมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่วนพลังงานที่ใช้ในร่างกายและพลังงานที่ได้รับจากอาหารเรียกเป็น กิโลแคลอรี่ นั่นหมายถึงปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 กิโลกรัมมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ร่างกายของเราต้องการพลังงานวันละ 25 กิโลแคลอรี่ ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 50 กิโลกรัม นั่นหมายถึงจะต้องการพลังงานขั้นต่ำสุดประมาณวันละ 1,250 กิโลแคลอรี่ แต่เนื่องจากในชีวิตประจำวันนั้นเราต้องมีกิจกรรมอื่นๆ ทำอีกมากมาย เช่นเดินขึ้นบันได วิ่งออกกำลังกาย นั่งทำงาน ฯลฯ จึงต้องการพลังงานโดยเฉลี่ยแล้ววันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่นั่นเองค่ะ

เผาผลาญพลังงานเท่าไร น้ำหนักจึงจะลดลง 1 กิโลกรัม ?
ถ้าหากต้องการให้น้ำหนักลดลง 1 กิโลกรัม จะต้องเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่สะสมเอาไว้ให้ได้ถึง 7,700 กิโลแคลอรี่ ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องรับประทานอาหารให้น้อยลง ร่างกายจึงจะดึงพลังงานในส่วนนี้ออกมาใช้ น้ำหนักตัวจึงจะลดลง แต่ในทางกลับกัน ถ้ารับประทานอาหารเกินความต้องการ ร่างกายก็จะสะสมวันละเล็กวันละน้อยไว้เป็นไขมัน พลังงานที่เกินไป 7,700 กิโลแคลอรี่ น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม เช่นกัน
ลองคิดดูว่าภายใน 1 วันเราจะรับประทานอาหารวันละ 2,200 กิโลแคลอรี่, 1 กิโลกรัม จะคิดเป็น 7,700 กิโลแคลอรี่ถ้าจะลดนำหนักสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัมหรือ 7,700 กิโลแคลอรี่เพราะ ฉะนั้นภายใน 1 วัน ควรรับประทานให้ลดลงเฉลี่ยวันละ 1,100 กิโลแคลอรี่ 7 วันจะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 7,700 กิโลแคลอรี่ แต่ในการควบคุมน้ำหนักโดยวิธีนี้ ต้องมีวินัยในการควบคุมการรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ
มื้อเช้ายังเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดในการควบคุมน้ำหนัก เพราะเป็นตัวกำหนดระบบการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอยู่จะสามารถช่วยให้คงน้ำหนักที่ลดไว้แล้ว น้ำหนักตัวไม่เพิ่มง่าย อาหารเช้าที่เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมอาหารก็คือ ข้ามต้ม โจ๊ก เกี๊ยวน้ำ นมสด นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ผลไม้ น้ำผลไม้คั้นสด ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน ชา กาแฟ โดนัท ขนมปัง คุกกี้ ปาท่องโก๋
มื้อไหนที่อยากรับประทานอาหานจานโปรดบ้าง ก็สามารถรับประทานได้เช่นกันค่ะ แต่ต้องควบคุมสัดส่วนของอาหารด้วยเช่นกัน ไม่รับประทานมากจนเกินไป หลังจากนั้นต้องบังคับตนเองให้ออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น หรือลดปริมาณอาหารในมื้อถัดไปก็ได้
*** อ่านข้อมูลโภชนาการที่ฉลากอาหาร จะช่วยให้จ่ายเงินได้คุ้มค่า อาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะบอกจำนวนแคลอรี่ ปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีนไขมันชนิดต่างๆ ปริมาณคอเลสเตอรอล กากใยอาหาร น้ำตาล และโซเดียม ช่วยให้เราพิจารณาปริมาณพลังงานของอาหารที่จะรับประทานได้ง่ายขึ้น
ไอเดียง่ายๆ ในการเลือกรับประทานอาหานในแต่ละมื้อคือ รับประทานข้าวหรืออาหารจำพวกเส้นประมาณ 1/4 เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1/4 กินผัก1/2 ของจาน แซมด้วยผลไม้และผลิตภัณฑ์นมพร่องไขมัน หรือจะรับประทานเป็นอาหารว่างก็ได้ เพื่อช่วยให้ระบบย่อยไม่ทำงานหนักจนเกินไป ของว่างควรเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีแคลอรี่ต่ำด้วย เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง แครอท โยเกิร์ต
ตัวอย่างจำนวนแคลอรี่ในอาหารต่างๆ เช่น อาหารคาว ข้าวสวย 1 ถ้วย 230 แคลอรี่, ส้มตำ 1 จาน 120 แคลอรี่, ข้าวมันไก่ 1 จาน 600 แคลอรี่, ผัดซีอิ้วใส่ไข่ 440 แคลอรี่, โจ๊กหมู 1 ชาม 236 แคลอรี่, อาหารหวาน นมจืด 1 กล่อง 160 แคลอรี่, วุ้นกะทิ 1 ชิ้น 100 แคลอรี่, ขนมครก 229 แคลอรี่, ขนมปังลูกเกด 71 แคลอรี่, ผลไม้ 100 กรัม 50 แคลอรี่, น้ำอัดลม 1 แก้ว 78 แคลอรี่, มันฝรั่งทอด 10 ชิ้น 160 แคลอรี่ หรือเช็คจาก ตารางเเคลอรี่ ก็ได้ค่ะ
ทีนี้เราก็สามารถเลือกสรรอาหารที่จะรับประทานได้ โดยอย่าลืมคำนวณจำนวนปริมาณแคลอรี่ด้วยนะคะ ถึงอย่างไรก็ตามต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดีขึ้น การลดน้ำหนักก็ได้มีประสิทธิภาพ และได้ผลรวดเร็วทันใจ และสามารถควบคุมน้ำหนักให้คงที่ ไม่กลับมาอ้วนอีก

Credit: thaiextrashop.com, srianant.com

หลังจากที่เราทานแบบนับจำนวนแคลลอรี่มาได้ 2 สัปดาห์แล้วร่างกายจะเริ่มชินและกระเพาะเราจะหดตัวทำให้ทานแล้วอิ่มเร็ว ฉะนั้นหากทานอิ่มแล้วให้หยุด ไม่ต้องเสียดายอาหาร บอกกับตัวเองว่า ถ้าฉันทำได้ตามเป้าหมายแล้วฉันจะกินแก 5555

ส่วนการออกกำลังกายนั้นแนะนำว่าอย่าออกกำลังกายแบบหักโหม ควรโยคะหรือยืดกล้ามเนื้อเบาๆ เพราะยิ่งออกแรงเยอะร่างกายยิ่งใช้พลังงานมากค่ะ




สู้ๆนะค่ะเป้าหมายขอนุชอีก 7 กิโลค่ะ ( 12.2.2558)
แวะมาเม้าส์มอย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ที่นี่นะ https://www.facebook.com/pages/Happy-Life-by-Noot/932327960111261